:: The magic of November ::

 


วันอาทิตย์ 25-11-12

มีวันนึง นึกขึ้นได้ว่า มีคนที่เรารักถึง 3 คนเชียวนะเกิดเดือนนี้
ความคิด ณ ตอนนั้นนี่ ห้ามยิ้มไม่ได้เลยล่ะ

 The magic of November

วันเพ็ญ พี่จิ น้องสาวตัวโต

รักและรู้สึกผูกพันมากทั้งสามคน

วันเพ็ญ เป็นเพื่อนสมัยเรียนแม่โจ้ อยู่แกงค์เดียวกันมาตั้งแต่ป.ตรี แล้วต่อยาวมาถึงป.โท ถึงจะเรียนคนละที่ แต่หลังคาบ้านเราติดกัน กินนอนอยู่ด้วยกัน จนแต่งงานมีลูกไปแล้วก็ยังเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่

น้องหญิง ถึงแม้ช่วงหลังเราจะไม่ค่อยได้คุยกันบ่อยๆเหมือนก่อน แต่เหตุการณ์ที่เราเคยผ่านมาด้วยกัน มันก็กินเข้าไปในหัวใจจนยากที่จะถอนออกไปได้ คราวที่แล้วไม่คุยกันไปพักนึง แต่พอน้องกลับเข้ามาหา เราก็รู้สึกสนิทใจเหมือนเดิม ให้ใจไปแล้ว มันไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว

พี่จิพี่สาวที่รัก รู้จักกันเริ่มต้นผ่านจากไดอารีคลับแห่งนี้ล่ะ พี่จิเป็น "ซุปเปอร์มัม" ในความคิดเรา ทำให้เราสำนึกและรักแม่ขึ้นมากอีกโข .. ถึงแม้จะยังไม่เคยได้เห็นและพูดคุยกับพี่จิตัวจริง แต่การได้อ่านไดอารี่ ได้พูดคุยผ่านคอมเม้นท์ หรือในเฟสบุคบ้างในบางครา ทำให้เรารักและเคารพพี่จิมาก

ถ้าจะให้เขียนบรรยายความรู้สึกดีๆที่มีให้กับทั้งสามคนนี้แล้ว เราคงไม่สามารถ เพราะมันมีมากมายจนไม่รู้จะเริ่มและจบยังไงดี

^^

พอวันนี้มาถึงจริงๆ เป็นวันคล้ายวันเกิดอีกสองคนที่ทำเอาเราแปลกใจจนยิ้มไม่หุบเหมือนกัน

พี่แมวเหมียว ว่าที่คุณแม่แห่งนครปารีส .. พี่แมวเป็นผู้หญิงเก่งและคล่องตัวมากๆในสายตาเรา เริ่มอ่านไดอารี่พี่แมวหน้าแรกคือวันที่พี่แมวแต่งงานในปารีส ผู้หญิงหน้าคมผิวเข้มสวยกับชุดสีขาวและไข่มุกดูสวยสง่าก็ว่าตรึงตาแล้ว แต่ยิ่งกว่าคือรอยยิ้มที่เห็น เป็นรอยยิ้มที่จริงใจเห็นแล้วมีความสุขไปด้วย จากนั้นก็ตามอ่านมาตลอด พี่แมวเป็นผู้หญิงที่มีความสุขครบรส ถึงแม้เราจะได้พูดคุยผ่านแค่คอมเม้นท์ในไดอารีกับเฟสบุค แต่การได้มีโอกาสรู้จักกับพี่แมวถือเป็นสิ่งดีมากจริงๆ

อีกคนคือคุณแม่คุณบอ .. ตั้งแต่เราตัดสินใจเริ่มเรียนรู้คบหากันกับคุณบอ ก็ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับทุกคนในครอบครัวในทันที โดยเริ่มจากคุณแม่ก่อน และโชคดีที่คุณแม่พูดภาษาอังกฤษได้ เลยไม่มีอุปสรรคในการสื่อสารมากนัก ทุกครั้งที่สองแม่ลูกเค้าสไกป์คุยกัน คุณแม่จะทักทายถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ อวยพร และ "ขอบคุณ" เราตลอด ถ้าเราอยู่ด้วยท่านก็จะบอกเอง แต่ถ้าไม่อยู่ก็จะฝากให้คุณบอบอกให้ทุกครั้งไป (เช่นเดียวกับคุณพ่อและสมาชิกท่านอื่น) ถึงแม้จะเป็นเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าเค้ายินดีและต้อนรับเรา


ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆในทุกๆวัน และขอบคุณมากค่ะที่ให้โอกาสได้รู้จักและรักกัน
^^


 ((มาคิดๆดูมันก็แปลกดี ที่ทั้งห้าคนมีวันเกิดในเดือนเดียวกัน แต่เชื่อว่ามันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกนะ ว่ามั้ย?))

......


ไหนๆก็พูดถึงเรื่องมิตรภาพไปแล้ว เขียนเรื่องนี้ไปด้วยเลยก็แล้วกัน ทั้งๆที่ตอนแรกว่าจะไม่บันทึกอะไรเก็บไว้แล้ว ปล่อยให้มันผ่านเลยไป ...

แต่ในขณะที่เราคิดและรู้สึกดีๆกับมิตรภาพด้านบน บวกกับมีคนพยายามจะช่วยไกล่เกลี่ย มันก็เลยเหมือนคุเชื้อไฟให้กลับมาคิดอีก
อีกอย่างน้องเค้ากลับเมืองไทยวันนี้แล้ว ก็ให้ทุกอย่างมันจบไปพร้อมๆกัน

เราเองถ้าคนอื่นมองอาจจะดูเหมือนเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะ แต่จริงๆคนที่เราเรียกได้เต็มปากว่าเพื่อนนั้นมีแค่นับได้
เป็นคนที่รักใครรักจริง ให้หมดทั้งใจ ความเชื่อถือ ซื่อสัตย์ เคารพ ทุกอย่าง
เพื่อนมีเรื่อง ลุยก่อนถามทีหลัง คิดว่าถ้าเกิดในยุคหนังจีนโบราณ คงต้องกรีดเลือดสาบานกันเลยทีเดียว

ยิ่งโตยิ่งรู้จักคนเยอะก็จริง แต่จำนวนเพื่อนก็ไม่ได้เพิ่มมากขึ้นหรือออกจะน้อยลงไปซะด้วยซ้ำ
ด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบพูดอะไรมาก ไม่ชอบที่จะต้องโทรหากันตลอด คุยกันหลายๆชั่วโมง ตรงกันข้าม ต่างคนต่างดำเนินชีวิตตัวเอง นานๆคุยกันที แล้วคุยกันยาวๆซะมากกว่า หรืออาจจะเป็นเพราะเพื่อนๆส่วนใหญ่แล้ว เราอยู่ในที่ต่างกัน คนที่ความสัมพันธ์เราไม่แน่นพอระยะทางมันก็เลยพรากเราให้จากกันไปบ้าง

ส่วนจะคบหาหรือสร้างเพื่อนใหม่นั้น สำหรับเรามันก็ไม่ง่ายเลย คนจะเป็นเพื่อนกันมันต้องผ่านอะไรมาด้วยกันนะ ไม่ใช่เฟรนด์ลิสต์ในเฟสบุค แค่คลิกๆมันก็ระบุตำแหน่งว่าเป็นเพื่อนให้แล้ว ...

เกริ่นมานาน ก็สรุปว่า น้องคนนี้เป็นคนที่เรา "เคย" ใช้ใจเรียกว่า "เพื่อน"
คบกันมาตั้งแต่เรามาเรียนปีแรก น้องเค้ามาเรียนก่อนปีนึง แต่ด้วยเหตุการณ์อะไรบางอย่างหลายอย่าง ทำให้ถูกใจรักใคร่กัน กลายเป็นแกงค์เดียวกัน
ด้วยความที่เราเต็มที่เต็มใจ ช่วงเวลาที่เราเป็นเพื่อนกัน สำหรับเราแล้วมันมีความสุขมากนะ การได้ผ่านอะไรๆมาด้วยกัน มันซึมเข้าหัวใจนะ

ปกติแล้วเวลาที่เจอกันส่วนใหญ่ก็จะเป็นแค่ตอนทานข้าวเที่ยงกับเย็น แต่ก็จะหนักไปทางมื้อเย็นมากกว่า เหมือนได้ผ่อนคลายจากแลปในช่วงกลางวัน ตอนเย็นกินข้าวด้วยกันแล้วก็ได้คุยกันไปด้วย หรือบางทีวันว่างๆก็นัดกันไปให้อาหารปลา ถ่ายรูป เดินเล่นกันสี่คน
ทีนี้ก็เริ่มจากตอนเราเริ่มคบกับคุณบอ ตอนแรกคุณบอก็มาทานด้วยกันกับทั้งกลุ่ม แต่บางทีเราก็ไปกินกันสองคนบ้าง เพราะมื้อเย็นคุณบอเค้าไม่ค่อยอยากกินเมนูข้าวๆ แต่น้องๆในกลุ่มอยากจะทานข้าว ก็แยกกันไปกินบ้าง
ถ้าจะพูดถึงเรื่องห่างกันก็คงเป็นเริ่มจากสาเหตุนี้ แต่จะว่าไปจริงๆ เราก็ไม่ใช่ว่าไปกินด้วยกันตลอดทั้งสี่คน เพราะน้องอีกคนก็แยกตัวอยู่บ่อยๆ แต่มันจะเป็นประเด็น ก็กลายเป็นว่าเออ เรามีแฟน ...
จริงๆเพื่อนกับแฟนก็ไปด้วยกันได้ แต่พอไปด้วยกันซักพักนึงแล้วมันก็มีรายละเอียดอื่นๆตามมา ก็เลยเป็นว่าเราเป็นคนกลางก็แบ่งเวลาให้ แล้วต่อมาเป็นช่วงที่ต่างคนต่างยุ่ง ทีนี้เวลาจะไปกินข้าวไปไหนกันทีก็ต้องนัดกันรอกัน ก็เลยเอาเป็นว่าแยกกันกินข้าว แต่เวลามีกิจกรรมอะไรก็โทรนัดกันเอา
ซึ่งก็เป็นแบบนี้มาตลอดเกือบๆปี

จนเมื่อสองเดือนก่อน เราก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อยู่ๆน้องเค้าก็ไม่พูดกับเราเอาเฉยๆ ซึ่งเราก็ไม่ว่าอะไร เพราะคิดว่าเออ คงเครียด แล้วน้องก็มีนิสัยแปลกๆแบบนี้ แต่เราก็เข้าใจ
อย่างบางทีเจอกันน้องก็ทำเป็นไม่เห็นไม่ทัก บางทีเจอกันครบทุกคนในกลุ่ม ก็ยิ้มคุยกับคนอื่นแต่ไม่คุยกับเรา อันนี้เราก็เริ่มคิดละว่าเป็นไรฟร่ะ
ทีนี้มาหนักสุดก็คือวันเกิดเรา พอดีเป็นวันเดียวกับที่น้องอีกคนจะกลับไทย น้องเค้าก็เลยนัดไปกินกลางวันกัน
ตอนแรกก็คิดแค่ว่าน้องจะมาคนเดียว เพราะก่อนหน้านั้นพี่อีกคนบอกว่าจะพาไปกินอาหารเย็นที่ร้านอาหารไทย เราก็เลยไม่ได้ชวนใคร แต่พอไปถึงร้านปรากฏว่ามากันทุกคน แล้วก็คือโมฆะมื้อเย็นไป ก็โอเคไม่ได้มีอะไร
ระหว่างอาหารก็พูดคุยเล่นกัน แต่น้องเค้าไม่พูดอะไรกับเราซักคำเลยตั้งแต่เจอกัน กินข้าวด้วยกัน แล้วก็ลากัน
วันนั้นเราก็รอดูว่าน้องเค้าจะเขียนอวยพรบนวอลมั้ย ซึ่งก็ไม่ ทีนี้เราก็ยิ่งสงสัยไปกันใหญ่ อะไรฟร่ะ
แล้วต่อมาก็กลายเป็นว่าเห็นไม่ทัก ไม่พูดไม่คุยกันเป็นเลย
เราก็โอเค .. ไม่สงสัย ไม่ถามล่ะ

เรารู้จักนิสัยใจคอกันมาประมาณนึงแล้ว มีปัญหาอะไรก็พูดออกมาได้ แต่ถ้าเลือกที่จะไม่พูดแล้วเดินจากไปเฉยๆ
ก็เคารพการตัดสินใจนะ

เสียใจอยู่นานเหมือนกัน แต่ปล่อยไปแล้ว ความรู้สึกดี....

(ฟังเนื้อเพลงความคิด มันใช่มาก)

จนเมื่อวานแจ็คมาถาม เพราะบอกว่าตอนไปส่งน้องเค้าที่สนามบิน น้องเค้าพูดขึ้นมาว่าไม่คุยกับเราซักพักแล้ว แต่ไม่ได้บอกว่าเพราะอะไร แล้วเค้าก็ร้องไห้
แจ็คก็เลยมาถามเรา เราก็บอกว่าไม่ได้คุยกันมาสองเดือนแล้ว เริ่มต้นที่น้องเค้า แล้วเราก็เล่าให้ฟังเรื่องวันเกิดและอื่นๆ
เค้าก็พยายามจะบอกว่าน้องเค้ายังแคร์เราอยู่ แต่มันใช้ไม่ได้ผลกับเราหรอก
คนแคร์กันเค้าไม่ทำกันแบบนี้
แจ็คถามว่าน้องเค้าบอกมั้ยก่อนกลับ ก็เลยบอกว่าเค้าส่งข้อความมาบอกแค่ goodbye, good luck
แล้วเราก็ฟอร์เวิร์ดข้อความเราที่ส่งตอบไปให้น้องให้แจ็คอ่าน
ขอบคุณที่แจ็คอยากจะช่วย แต่เรื่องนี้จะให้คนอื่นช่วยคงไม่มีประโยชน์อะไร

 The magic of November

ช่วงเวลาพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ถึงมันจะสั้น แต่ก็สวยงาม







.....



วันครบรอบเดือนนี้ เราไปกินอาหารไทยอิสานกัน แซ่บหลาย
แล้วคุณบอขอไปเดินดูรองเท้า แต่เดินได้แป๊บเดียวก็ขอกลับอย่างด่วนเพราะข้าศึกประชิด
ขำมาก คนอะไร ไส้สั้นเป็นไก่



แล้วก่อนนอนถามตัวเองว่า วันนี้เมื่อปีที่แล้วเราทำอะไรอยู่ไหนกับใครนะ เลยไปเปิดอัลบั้มรูปดู
เห็นแล้วอดยิ้มไม่ได้เลย


 The magic of November


"Picture says a thousand words"

^^





     Share

<< :: earthquake/ new place/ Feilong :::: Family comes first :: >>

Posted on Mon 26 Nov 2012 20:44

 

 

ตะกี๊ เมนต์ไปหลายเรื่อง แต่ลืมไปเรื่องนึง

"Picture says a thousand words"

Yes, I can see how happy you BOTH are through your deepl happy faces & brightly sparkling eyes ^^
memaviemeo   
Tue 27 Nov 2012 1:54 [1]

 

 

 

 

:: Work-Life balance & Scotte's B-day ::
:: Winter has just arrived ::
:: Enjoy eating my own cooking ::
:: สาคูไส้หมู (สูตรง่ายๆสำหรับคนไกลบ้าน) ::
:: Family comes first ::
:: The magic of November ::
:: earthquake/ new place/ Feilong ::
:: let's talk about breakfast ::
:: Rainy weekend + craving for Fried pork ::
:: Season changed & Swazi dance ::
:: ห้องสมุด ++ ปวดท้อง ::